CPALL Q2/69 มีรายได้ 265,760 ลบ.กำไร 7,512 ลบ.งบลงทุน 12,000–13,600 ลบ.

Category: บริษัทจดทะเบียน
Published on Friday, 14 August 2026 11:19
Hits: 426

CPALLเกรียงชัยCPALL Q2/69 มีรายได้ 265,760 ลบ.กำไร 7,512 ลบ.งบลงทุน 12,000–13,600 ลบ.
       นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 2569 โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิจำนวน 7,512 ล้านบาท โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
      รายได้รวม ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 3.6 รายได้จากการขายสินค้าและบริการ มีจำนวน 257,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ จากการที่ทุกกลุ่มธุรกิจได้ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าตลอดเวลา รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ ยังคงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และเป็นปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่ง
      ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 58,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นตามรายได้จากการขายสินค้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และธุรกิจอื่นๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของบริษัทฯ อยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 22.8
สัดส่วนรายได้รวมและกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส ่วนตามธุรกิจหลักได้ดังนี้
     (กลุ่ม 1) รายได้จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่นๆ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 53 และ (กลุ่ม 2) รายได้จากธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และศูนย์การค้า มีสัดส่วนร้อยละ 47 ซึ่งสัดส่วนรายได้ของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยหลักมาจากการเติบโตของรายได้
ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตามธุรกิจหลักได้ดังนี้
      (กลุ่ม 1) กำไรจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 77 ในขณะที่ (กลุ่ม 2) กำไรจากธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และศูนย์การค้า มีสัดส่วนร้อยละ 23 ทั้งนี้ สัดส่วนกำไรของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน สาเหตุหลักจากอัตราการเติบโตของ
กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจอื่นๆ ที่สูงกว่า
    ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 200 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569


บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 16,284 สาขา แบ่งเป็น
       (1) ร้านสาขาบริษัท 8,414 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 52) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 125 สาขา ในไตรมาสนี้
       (2) ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,870 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 48) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 75 สาขา
       ในไตรมาสนี้ ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 86 ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ในไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 123,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
      ในไตรมาสนี้ มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันเท่ากับ 85,843 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 90 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 959 คน ทั้งนี้จำนวนลูกค้าลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาสนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงได้รับประโยชน์จากปัจจัยด้านฤดูกาล จากสภาพอากาศที่ร้อนต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี
       ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ยังได้รับผลกระทบจากการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'ในช่วงปลายไตรมาส
       อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ยังคงใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ โดยนำเสนอสินค้าใหม่ๆ พร้อมกับโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ประกอบกับความพยายามในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของรายได้จากการขายสินค้ารวม
      ในไตรมาส 2 ปี 2569 สัดส่วนของรายได้จากการขาย ร้อยละ 77.5 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 22.5 มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงฤดูกาล
      รวมทั้งมีการออกสินค้าใหม่ควบคู่กับโปรโมชันของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ตรงความต้องการของลูกค้า และสามารถดึงดูดลูกค้าได้เพิ่มขึ้นทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ร้าน 7-Eleven เป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่และทุกเวลา
      ในไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 36,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 5.3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการดำเนินกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบริหารอัตรากำไรขั้นต้น ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ธุรกิจยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ร้อยละ 29.3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับไตรมาส 2 ปี 2568 สะท้อน ถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     ทั้งนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 7,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา อาทิ การให้เช่าพื้นที่ และอื่นๆ ในขณะที่มีการบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 5,398 ล้านบาท ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวน 35,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา และค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้ และการขยายสาขา
      อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการมุ่งขยายสาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการส าหรับลูกค้า ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 10,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนเท่ากับ 1.15 บาท
     สำหรับ การดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีร้านสาขาใน สปป.ลาว รวมทั้งสิ้น 32 สาขา ในขณะที่มีร้านสาขาในกัมพูชา จำนวน 39 สาขา

 

ประมาณการงบลงทุน คาดว่า จะใช้งบลงทุนประมาณ 12,000–13,600 ล้านบาท
มีรายละเอียดดังนี้ (หน่วย : ล้านบาท)
• การเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800 – 4,600
• การปรับปรุงร้านเดิม 2,900 – 3,500
• โครงการใหม่, บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000 – 4,100
• สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300 – 1,400

 

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2569

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100