กองทุน 1,000 ล้านบาท : ตัวช่วยมาแล้ว!!
กองทุน 1,000 ล้านบาท : ตัวช่วยมาแล้ว!!
มงคล ลีลาธรรม
นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
พี่น้องผู้ประกอบการ SME ทุกท่านครับ...ในฐานะของคนทำธุรกิจ ผมเชื่อว่า หลายท่านในเวลานี้คงเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงเหวี่ยงของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านข้ามยุคอย่างไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีก เรากำลังบอกลาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานและพลังงานฟอสซิล เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า Digital & Sustainable Capitalism หรือทุนนิยมสายพันธุ์ใหม่ที่ให้น้ำหนักกับเรื่องของข้อมูล ความไว้วางใจ สุขภาพ และพลังงานสะอาด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่หลักการในตำราอีกต่อไป แต่เป็นกลไกจริงที่รายงานระดับโลกอย่าง McKinsey Global Institute ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า 4 เมกะเทรนด์หลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคลาวด์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนการเดินหน้าลดคาร์บอน จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ฉุดให้เศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลในทศวรรษหน้า
และนั่นหมายความว่า หากธุรกิจของเรายังคงยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่มีเทคโนโลยีหรือความยั่งยืนเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกัน วันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นสิ่งตกค้างของยุคเก่าโดยไม่รู้ตัว
แต่ในทุกแรงกดดันของความเปลี่ยนแปลง มักจะมีความลับของโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
และนี่คือ ข่าวใหญ่ที่สุดแห่งปีที่ผมอยากให้ทุกท่านตั้งสติและมองภาพนี้ให้ดี เมื่อคุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ได้เปิดเผย
ในงาน mai Forum
เมื่อ วันที่ 04 กรกฏาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า...
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังริเริ่มจัดตั้งกองทุน Private Equity Trust หรือ PE Trust มูลค่ารวมสูงถึง 1,000 ล้านบาท ขึ้นมา โดยเป็นการระดมทุนร่วมกันจากหน่วยงานสำคัญอย่าง CMDF และ NIA เพื่อเป้าหมายเดียว
คือการเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทนอกตลาดที่เป็นธุรกิจกลุ่ม New Economy ทั้งในด้านสุขภาพ ดิจิทัล อาหาร และการท่องเที่ยว ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในเวลานี้กระบวนการกำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้จัดการกองทุนและจะพร้อมเริ่มกระจายเงินทุนลงไปในระบบตั้งแต่ปีหน้า-2570 เป็นต้นไป
สำหรับ ผมแล้ว เหตุการณ์นี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า แม้แต่กลไกตลาดทุนระดับประเทศก็ยังต้องหันมาปรับตัวและเปิดประตูต้อนรับธุรกิจตัวเล็กๆ ที่มองเห็นอนาคตก่อนใคร
ดังนั้น โอกาสทองขนาดพันล้านที่จัดวางอยู่ตรงหน้า จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของข่าวดี
แต่มัน คือ แบบทดสอบครั้งสำคัญว่าผู้ประกอบการ SME ไทยมีความพร้อมที่จะคว้ามันไว้มากน้อยแค่ไหน เพราะการที่กองทุนระดับนี้จะยอมควักเงินมาเดินเคียงข้างไปกับเรา
และสิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การหันกลับมาตรวจสอบระบบหลังบ้านของตัวเองให้ละเอียด ตั้งแต่การปรับทิศทางของโมเดลธุรกิจให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ การสร้างระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไปจนถึงการมีแผนการเติบโตที่มีพลังมากพอจะขยายขีดความสามารถไปสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้นได้
ผมอยากจะส่งต่อความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ทุกท่านได้มองเห็นภาพตัวตนใหม่ของธุรกิจตั้งแต่วันนี้ เพราะเวลาของความลังเลใจควรหมดลงได้แล้ว ในเมื่อตลาดหลักทรัพย์ได้ทำหน้าที่หัวขบวนในการหาเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่กำลังจะเดินทางมาถึงในปีหน้า สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือการเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน เพื่อรอรับแรงส่งครั้งใหญ่ที่จะพาธุรกิจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด
อย่ารอให้ความเปลี่ยนแปลงมาบังคับให้เราต้องขยับ แต่ขอให้ลุกขึ้นมานำความเปลี่ยนแปลงนั้น แล้วเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความสำเร็จบทใหม่ของพวกเราไปด้วยกันครับ...














