TQMalpha โชว์กำไรโต 8% YoY ไตรมาส 2 เคาะปันผลเด่น 0.65 บาท หนุนกลยุทธ์ Jump+ สู่เป้าหมายปี 2571
TQMalpha โชว์กำไรโต 8% YoY ไตรมาส 2 เคาะปันผลเด่น 0.65 บาท หนุนกลยุทธ์ Jump+ สู่เป้าหมายปี 2571
บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 976.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 185.3 ล้านบาท เติบโต 8.0% YoY สะท้อนคุณภาพกำไรที่ยังแข็งแกร่ง แม้ต้นไตรมาสจะเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ก่อนจะคลี่คลายลงในช่วงปลายไตรมาส
ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจประกันรถยนต์ภาคสมัครใจฟื้นตัวดีขึ้นช่วงปลายไตรมาสตามยอดขายรถยนต์ในประเทศ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Non-motor อย่างประกันอัคคีภัยและ IAR ยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนฐานรายได้ที่มั่นคงจากการรักษาฐานลูกค้าเดิม บริษัทฯ จะยังบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่เหลือของปี”
ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในด้าน YoY บริษัทฯ ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากรายได้ค่านายหน้าธุรกิจประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้น จากแนวโน้มเงินเฟ้อทางการแพทย์และต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับ กลยุทธ์ Jump+ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปีจนถึงปี 2571 ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Sales Productivity, Conversion Effectiveness, Policy Persistency และ Cost Efficiency Platform พร้อมนำ AI มาใช้เพื่อยกระดับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและต่ออายุกรมธรรม์”
ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ธุรกิจประกันวินาศภัยของไทยแสดงสัญญาณฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาด แม้ต้นไตรมาสจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายในช่วงปลายไตรมาส กอปรกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาเติบโต ส่งผลบวกโดยตรงต่อเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ซึ่งยังคงเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตธุรกิจวินาศภัยโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ในช่วงปลายปีขณะที่ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขยายตัวเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าการเติบโตยังไม่กระจายตัวทั่วถึง และอาจชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง
TQM ในฐานะผู้นำตลาดนายหน้าประกัน ได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่ฟื้นตัว ขณะที่ประกันอัคคีภัยและประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด (IAR) ยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามความตระหนักด้านความเสี่ยงของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงรักษาและเสริมสร้างเสถียรภาพของฐานรายได้ได้อย่างมั่นคง ผ่านการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงต้องบริหารต้นทุนด าเนินงานอย่างมีวินัยท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงในช่วงต้นไตรมาส
อย่างไรก็ดี ภาพรวมธุรกิจประกันภัย ธุรกิจประกันวินาศภัยในไตรมาส 2/2569 ได้รับแรงหนุนสำคัญจาก 3 ปัจจัยหลักที่สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ซึ่งฟื้นตัวแบบกระจุกตัวที่ร้อยละ 2.1 ได้แก่ 1) การเติบโตของการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวระยะไกลจากอานิสงส์ราคาน้ ามันที่ปรับลดลง 3) การลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ แม้ภาคการผลิตอื่นและตลาดรถยนต์มือสองยังเผชิญความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันก็ตาม
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมหภาคที่มีพลวัต บทเรียนความสูญเสียครั้งใหญ่จากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นวิกฤตแผ่นดินไหวรุนแรงในช่วงต้นปี 2568 เหตุการณ์น้ าท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ช่วงปลายปี 2568 ตลอดจนอุบัติเหตุสะเทือนขวัญอย่างรถไฟชนรถเมล์ในช่วงต้นปี 2569 หรือเหตุการณ์อัคคีภัยบริเวณย่านลาดพร้าวในช่วงกลางปี 2569 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลุกให้ประชาชนตื่นตัวต่อความไม่แน่นอน และ
ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการซื้อประกันภัยจากการถูกบังคับมาเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินด้วยตนเอง ปัจจัยนี้ ส่งผลให้อุปสงค์ในกลุ่มประกันอัคคีภัย ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (IAR) และประกันสุขภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง พร้อมเปิดโอกาสเติบโตให้กับผู้ประกอบอาชีพนายหน้าประกันภัย
ไตรมาส 1/2569 ประเทศไทยมีตัวแทนและนายหน้าประกันภัยรวม 244,048 ราย ผ่านสำนักงานตัวแทนประกันภัย 2,318 แห่ง นายหน้าประกันภัยประเภทบุคคลธรรมดา 321,759 ราย และนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล 736 บริษัท โดยโครงสร้างตลาดยังคงแบ่งตามลักษณะผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ตัวแทนประกันภัยมีสัดส่วนในธุรกิจประกันชีวิตมากกว่า
ขณะที่นายหน้าประกันภัยทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสัดส่วนในธุรกิจประกันวินาศภัยมากกว่า เนื่องจากประกันวินาศภัยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซื้อง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ระยะยาวที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลอย่างใกล้ชิด ซึ่งยังเป็นบทบาทที่เทคโนโลยีไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้
ทั้งนี้ ผู้เล่นเดิมในระบบยังคงรักษาสถานะและอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการขอต่ออายุใบอนุญาตของตัวแทนและนายหน้าบุคคลธรรมดาในไตรมาส 1/2569 ซึ่งมีจำนวน 43,897 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.97 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ แนวโน้มการเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตในปี 2568 ยังสะท้อนความนิยมของธุรกิจประกันชีวิตอย่างชัดเจน โดยมีผู้ยื่นขอเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตจากนายหน้าประกันภัยเป็นตัวแทนประกันภัยรวม 884 ราย ซึ่งกว่าร้อยละ 95 (839 ราย)เลือกเป็นตัวแทนประกันชีวิต














