AMA Q2/69 มีรายได้ 715.68 ลบ.ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลบวกต่อกำไร
AMA Q2/69 มีรายได้ 715.68 ลบ.ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลบวกต่อกำไร
นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อาม่า มารีน AMA แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯผลการดำเนินงานรอบไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ในไตรมาส 2 ปี2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้า จำนวน 715.68 ล้านบาท ลดลง 14.43 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.98 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือของบริษัท และการให้บริการขนส่งสินค้าทางรถของบริษัทย่อย คิดเป็นร้อยละ 42.57 และร้อยละ 57.43 ตามลำดับ
กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิลดลง ร้อยละ 63.59 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 23.07 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิลดลงจากร้อยละ 8.68 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.22 การลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักจากผลการดำเนินงานของธุรกิจขนส่งทางเรือที่พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 25.90 ล้านบาท จากปริมาณการขนส่งที่ลดลงและต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้กำไรของธุรกิจเรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจขนส่งทางรถจะยังคงมีกำไรสุทธิ 49.77 ล้านบาท
ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลบวกต่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งพลิกจากขาดทุน 1.35 ล้านบาท เป็นกำไร 0.79 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทมีขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instrument) เพิ่มขึ้นเป็น 4.88 ล้านบาท จากที่ขาดทุนเพียง 0.22 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่มบริษัทในไตรมาสนี้
รายได้จากการขนส่งสินค้าทางเรือในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลงจำนวน 15.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.90 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากปริมาณการขนส่งที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 19.47 จากภาวะอุปสงค์ในตลาดที่ชะลอตัว ประกอบกับการเข้าตามรอบระยะเวลาบำรุงรักษาเรือ (Dry Dock) ของเรือขนาด 13,000 ตัน จำนวน 2 ลำ ในไตรมาสนี้ ซึ่งแตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ไม่มีการเข้าอู่แห้ง ทำให้ปริมาณการขนส่งลดลง แม้บริษัทจะสามารถปรับเพิ่มอัตราค่าระวางเฉลี่ยขึ้นร้อยละ 15.74 เพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเรือที่สูงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยปริมาณงานขนส่งหลักที่ลดลงได้
สถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อตลอดไตรมาส ส่งผลให้กลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ในตลาดจีนและอินเดียยังคงชะลอการทำธุรกรรม (Wait and See) เพื่อประเมินสถานการณ์ ส่งผลให้อัตราการใช้งานกองเรือเฉลี่ย(Fleet Utilization) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 95.28 (จากร้อยละ 96.77 ในปีก่อน) และทำให้มีระยะเวลาการรอคอยในระหว่างรอบการเดินเรือเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแปลงค่ารายได้ได้บางส่วน
กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางรถมีรายได้ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 411.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.31 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนทิศทางที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มธุรกิจย่อย โดยกลุ่มขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและ Cold Chain (AMAL) มีรายได้ 310.68 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.58 จากปีก่อนหน้า
ขณะที่กลุ่มขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และรถยนต์ (TSSK และ Auto) เติบโตแข็งแกร่งขึ้นชดเชยการลดลงของ AMAL ได้เกือบทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขนส่งสินค้าเหลวและสินค้าควบคุมอุณหภูมิ คิดเป็น 309.97 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหลักของรายได้รวม รองลงมาคือการขนส่งแก๊สและตู้คอนเทนเนอร์ 98.35 ล้านบาท
รายได้จากการขนส่งสินค้าเหลวปรับตัวลดลง 24.88 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.75 โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณการขนส่งน้ำมันที่ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากลูกค้าชะลอตัวลงตามยอดขายน้ำมันในตลาด
ขณะเดียวกัน รายได้จากการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้น 5.81 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต ร้อยละ 72.53 (YoY) ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากอุปสงค์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร(Food Supply Chain) ซึ่งต้องการมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้โครงสร้างรายได้ในธุรกิจขนส่งทางบกให้มีความหลากหลายและสมดุลมากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากโครงการนำร่องการขนส่งเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone Logistics) จำนวน 0.7 ล้านบาท
รายได้จากการบริการขนส่งก๊าซและตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น 17.62 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัว ร้อยละ 21.83 (YoY)โดยปัจจัยหลักมาจากการเร่งส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยล่วงหน้า ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 มีผลบังคับใช้ ประกอบกับการขยายฐานลูกค้ารายใหม่เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอ ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และความต้องการใช้บริการขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสน
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2569














