'ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ Supply Chain ไทย ผ่านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล'
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แสดงวิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ Supply Chain ผ่านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ'ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Supply Chain ไทย ผ่านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล'โดยเน้นย้ำแนวคิด'พี่ช่วยน้อง'ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและคู่ค้าใน Supply Chain ผ่านความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ
พร้อมเสนอบทบาทแพลตฟอร์ม PromptBiz ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรม และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารตลาดทุน และผู้นำองค์กรชั้นนำ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลง ในงานสัมมนา SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2/2026 หัวข้อ'พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain'ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยเสนอแนวคิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ด้วยการเปรียบเทียบกลยุทธ์การทำงานเป็น'โมเดลทีมฟุตบอล'เพื่อดึงดูดทุนและยกระดับซัพพลายเชนยุคใหม่
โมเดลทีมฟุตบอลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติ วางบทบาทการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนออกเป็น 3 ตำแหน่งหลัก เพื่อให้สอดรับกับการย้ายฐานทุนระดับโลก
กองหน้า (ภาคเอกชน): เป็นผู้ขับเคลื่อนและสร้างรายได้หลักให้ประเทศ
กองกลาง (รัฐบาล): เป็นผู้สนับสนุน ผ่านนโยบายสิทธิประโยชน์และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
กองหลัง (วินัยทางการคลัง): สร้างความโปร่งใสและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อความเชี่ยวชาญและความเชื่อมั่นระดับสากล
นโยบายเชิงรุก'BOI to IPO'
กลยุทธ์สำคัญคือการเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนไทยโดยตรง
เป้าหมายหลัก : ดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผ่านบีโอไอ (BOI) ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (IPO)
เงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์: บริษัทที่จะเข้ามาต้องใช้ซัพพลายเชนในประเทศไทย และมีมาตรการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย ความคืบหน้าปัจจุบัน: มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากจีน 2 ราย ในกลุ่มอุปกรณ์ส่งข้อมูลความเร็วสูงเพื่อรองรับระบบ AI และยานยนต์สมัยใหม่ แสดงความสนใจที่จะระดมทุนในไทยแล้ว โดยหนึ่งในนั้นมีมูลค่าการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI Economy
ประเทศไทยมุ่งเน้นการพลิกวิกฤติความขัดแย้งของขั้วอำนาจโลก (Geopolitics) ให้เป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ โดยอาศัยจุดแข็ง 3 ด้าน
รากฐานเทคโนโลยีที่พร้อม : ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรม AI ที่เพียงพอในการรองรับซัพพลายเชนยุคใหม่
ความมั่นคงทางอาหาร : มีพื้นฐานอุตสาหกรรมเกษตรที่แข็งแกร่งและปลอดภัย
ความเป็นกลางทางการค้า : สามารถดำเนินธุรกิจและค้าขายได้กับทุกฝ่ายอย่างสมดุล
เกณฑ์กองทุนและบัญชีออมเงินใหม่ TISA
กระทรวงการคลังนำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพื่อสรุปให้ชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569 และเตรียมบังคับใช้จริงในเดือนมกราคม 2570
รื้อเกณฑ์ลดหย่อนเท่าเทียม : คลังตัดสินใจไม่นำแนวคิดเดิมที่ให้สิทธิคนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้สูงมาใช้ แต่จะปรับรูปแบบสิทธิประโยชน์ภาษีให้เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม เพื่อลดความซับซ้อนและลดความกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ
วงเงินและเงื่อนไขการถือครอง : วงเงินลงทุนสูงสุดอยู่ที่ 600,000 - 800,000 บาทต่อปี โดยปรับรูปแบบเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร มีเงื่อนไขต้องถือครองทรัพย์สินอย่างน้อย 5 ปี และถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปี
เปิดทางลงทุน'หุ้นรายตัว' : ถือเป็นครั้งแรกที่นอกเหนือจากการซื้อกองทุนรวม (เช่น RMF, SSF หรือ ThaiESG เดิม) ผู้เสียภาษีจะสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัว ตราสารหนี้ หรือ ETF ได้โดยตรงภายใต้บัญชี TISA เพื่อนำมาลดหย่อนภาษี
มาตรการสนับสนุน SME (สมุดปกน้ำเงิน)
สมาพันธ์ SME ไทย ได้ส่งมอบ 'สมุดปกน้ำเงิน : ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก' ให้กับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในงาน THAI MSME FORUM 2026 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อผลักดันนโยบาย 'MSME Plus'ให้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่าน 5 วาระปฏิรูปหลัก
สร้างโอกาสทางการตลาด : ขยายตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ และเปิดทางให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
สร้างโอกาสการเข้าถึงทุน : ดร.เอกนิติ ได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐ เร่งเดินหน้านโยบายดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กทันที
ยกระดับด้วยเทคโนโลยี : เร่งส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต
กติกาที่เป็นธรรม : ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส เอื้อต่อการทำธุรกิจของรายย่อย
ขับเคลื่อนสู่อนาคต : เตรียมความพร้อม SME ไทยเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และดิจิทัล
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีมาตรการรองรับอย่างโครงการ 'SMEs Credit Boost' ซึ่งปรับลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ของธนาคาร เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าวมาใช้เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้กับกลุ่ม SME โดยตรง














