สทน. จับมือ อัลเตอร์วิม ผนึก 13 องค์กร จัดตั้ง ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์
สทน. จับมือ อัลเตอร์วิม ผนึก 13 องค์กร จัดตั้ง ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ เสริมทัพผู้เชี่ยวชาญ รับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และ SMR สู่อนาคตพลังงานสะอาด

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ร่วมกับบริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จัดตั้ง “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology: HOTNET) โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งสร้างเครือข่ายองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนเตรียมความพร้อมของประเทศไทยให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ร่วมเป็นสักขีพยาน และนายสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว
นายสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการสร้าง “คน” ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม อัลเตอร์วิมมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่าย HOTNET ซึ่งเป็นความร่วมมือที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการผนึกกำลังจากหลายภาคส่วน เพราะเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะ SMR เป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าทิศทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

“สำหรับอัลเตอร์วิม เรามองว่าการพัฒนาบุคลากรและการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ คือรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เราจึงพร้อมนำประสบการณ์ ความรู้ และศักยภาพของภาคธุรกิจเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนและสนับสนุนการทำงานของเครือข่าย เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง และสร้างบุคลากรไทยที่มีความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต”
นายสมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วม HOTNET ยังสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ต่อประเทศ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรได้อย่างเป็นระบบ ลดช่องว่างด้านทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้ การจัดตั้ง HOTNET มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ระดับประเทศ การพัฒนาหลักสูตรและบุคลากร การส่งเสริมการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้มีความพร้อมต่อการประเมิน วิจัย พัฒนา และกำกับดูแลเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ตามมาตรฐานสากล
ในส่วนของ สทน.จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานแกนกลางในการบูรณาการองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเครือข่ายความเชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยเชิงลึก การแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เพื่อให้สังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ
13 องค์กรพันธมิตร ร่วมขับเคลื่อน HOTNET ประกอบด้วย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์, บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ, สมาคมสโมสรพนักงานทีโอที, กรมวิทยาศาสตร์บริการ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
การรวมพลังของทั้ง 13 องค์กรในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานด้าน “คน เทคโนโลยี และองค์ความรู้” เพื่อเสริมศักยภาพประเทศไทยให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงานโลก โดยอัลเตอร์วิมพร้อมเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน สนับสนุนการสร้างบุคลากรและองค์ความรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมวางรากฐานระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนสำหรับประเทศไทยในอนาคต
8512














