FETCO 'ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?'
FETCO 'ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?'
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) นำส่ง Infographic สรุปเนื้อหานโยบายด้านตลาดทุนจากงาน 'ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?' ที่จัดในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พบกับผู้แทนพรรคการเมือง ในการแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายและแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศและปัจจัยโลก ในงานสัมมนา `ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?`รวม 8 พรรคการเมืองภายใต้ 'ทีมเศรษฐกิจ' ที่กลายเป็นหนึ่งในรัฐบาล และแกนนำ บริหารประเทศหลังการเลือกตั้งมีนโยบายต่อตลาดทุนไทยอย่างไร ซึ่งภายในงานรับฟังวิสัยทัศน์ด้านนโยบายและแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวน ภายในประเทศและปัจจัยโลก
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานเปิดงาน 'ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?'เป้าหมาย เน้นการสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ให้ตลาดทุนไทย การพัฒนาตลาดทุนสำหรับธุรกิจยุคใหม่ (New Economy) และการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม (ESG).
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวเปิดงานระบุประเทศไทยมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านกองทุนรวม กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กองทุนบํานาญ และประกันต่าง ๆ รวมกว่า 20 ล้านคน สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจและตลาดทุนมีความสําคัญอย่างยิ่ง และประชาชนให้ความสนใจต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์ประกอบสําคัญของระบบเศรษฐกิจ ทําหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ สนับสนุนการจ้างงานเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างโปร่งใส ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ภาคบริการ รองรับโครงสร้างในการสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ตลาดใหม่ หรือ New Economy การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ การส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ การปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ หรือการกิโยตินกฎหมาย จะทำให้ตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ
ขณะเดียวกัน มิติภาคครัวเรือนตลาดทุนมีบทบาทในการบริหารการเงิน การออม และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน การสร้างแรงจูงใจเรื่องภาษีต่อการลงทุน จะส่งเสริมฐานการออมและเงินลงทุนต่างประเทศและในประเทศผ่านการลงทุนสถาบัน ก็จะเป็นรากฐานสําคัญต่อเศรษฐกิจได้ ดังนั้น นโยบายของพรรคการเมืองต่อตลาดทุนไทยจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ อยู่ในช่วงทรงตัว แต่หวังว่าหลังจากการเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ
ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปกฎหมายตลาดทุน โดยผลักดันกฎหมายที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จภายใน 3–4 เดือน พร้อมเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถดำเนินคดีได้โดยตรง เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กับการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ หรือ War Room ด้านเศรษฐกิจและตลาดทุน เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยงาน'ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?' ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ ได้เปรียบเทียบสภาวะตลาดทุนไทยในขณะนี้ว่ามีอาการเหมือนคนแก่อายุ 70-80 ปีที่ป่วยเป็นประจำ โดยสะท้อนผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน คือสภาพคล่องที่เคยสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ลดฮวบเหลือเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เคยยืนเหนือ 1,700 จุด กลับร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 1,200 จุด และยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ปัญหาความโปร่งใสจากกรณีอื้อฉาว เช่น หุ้น MORE} STARK ได้กลายเป็นจุดมืด ที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนไทยมีความไม่ปลอดภัยและมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข'ความเชื่อมั่น' คือฐานรากของบ้าน
ความเชื่อมั่น คือหัวใจสำคัญที่สุด โดยเปรียบตลาดทุนเป็นเหมือนบ้าน ที่ต้องมีโครงสร้างฐานรากที่มั่นคงเสียก่อน หากฐานรากคลอนแคลนต่อให้ตกแต่งบ้านสวยงามเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่อาศัย ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งจัดการจุดบอดและสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยให้นักลงทุน
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งศาลตลาดทุน เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำในการตัดสินคดีทุจริตโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาตรการภาษีและกองทุน เสนอให้นำกองทุน LTF กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมสนับสนุนกองทุน ESG และส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ การสร้าง New S-Curve: สนับสนุนบริษัทรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดผ่านสิทธิประโยชน์ BOI และการทำ IPO เพื่อเติมเลือดใหม่ให้กับตลาดทุนไทย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยไม่ใช่เรื่องการขาดไอเดีย เพราะนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอกว่า 80-90% ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่จุดอ่อนที่แท้จริงคือ The Implementation Gap หรือการไม่นำนโยบายไปปฏิบัติจริงเมื่อได้เป็นรัฐบาล
“เราวนไปวนมาอยู่กับนโยบายที่ไม่ได้ขับเคลื่อนจนเห็นผล จนน่ากังวลว่าหากเรายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยอาจจะพ่ายแพ้หรือถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าไปในที่สุด” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
สำหรับ ประเด็นที่บางพรรคการเมืองตั้งเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไปที่ 2,000 จุดนั้น มองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสีสัน แต่สิ่งที่ต้องโฟกัส คือวิธีการ ที่จะไปถึงจุดนั้น หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับเศรษฐกิจได้จริง ดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปสู่เป้าหมายตามกลไกธรรมชาติเอง
ดร.กอบศักดิ์ ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า อยากให้มีการทำงานแบบทีมไทยแลนด์ เพื่อกวาดล้างผู้ที่สร้างปัญหาและทุจริตในตลาดทุนอย่างจริงจัง ตลาดทุนไม่ใช่เพียงสนามเก็งกำไรของคนรวย แต่เป็นหัวใจสำคัญ ในการระดมทุนเพื่อให้บริษัทไทยแข็งแกร่งพอที่จะออกไปแข่งขันในระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและประชาชนทุกระดับชั้น
'ทรัมป์'กฎหมายภาษี-ล็อก 2 เขย่าการค้าโลก
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน FETCO กล่าวว่า เมื่อมาตรการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งการตั้งกำแพงภาษี และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เริ่มพ่นพิษใส่ห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ทั่วโลก นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคความไม่สงบทั้งทางเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ที่จะลากยาวไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ มรสุมเศรษฐกิจโลกจะทวีความรุนแรงขึ้น สงครามการค้าโลก ปี 2569 เป็นปีสงครามที่เกิดขึ้นเป็นจุดๆ และเป็นการเผชิญหน้าทางสงครามในที่ต่างๆ ซึ่งมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์ อีกทั้ง เล่นสงครามเดิมในประเทศยูเครน รวมถึงในประเทศฝั่งยุโรปมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2569 จะเกิด 2 สงครามพร้อมกัน คือสงครามการค้าโลก และสงครามจริง
สงครามทั้งหมดนี้ที่เริ่มต้นโดยสหรัฐฯ กับการเผชิญหน้าในสงครามต่างๆ เป็นแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องเลือกว่า จะเดินหน้าอย่างไร หรือยืนเป็นกลางอย่างมั่นคง จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของประเทศไทยหรือไม่ ขณะนี้เริ่มเห็นข้อเรียกร้อง เช่น สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์ และเมื่อสหรัฐฯ จบแล้ว อาจจะเดินหน้าไปสู่ในภูมิภาคถัดไป เช่น เอเชีย หรืออาเซียน ซึ่งสหรัฐฯ อาจบอกว่าเป็นประเทศที่มีมีความสำคัญในเรื่องของกลยุทธ์ทางทหารต้องเข้าข้างสหรัฐฯ
“ไทยยังมีปัญหาที่รออยู่ข้างหน้า และต้องมีแผนรับมือให่ได้ หากไทยเป็นกลางจริงๆ จะช่วยดึงนักลงทุนเข้าประเทศได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจแห่งอนาคต”
อย่างไรก็ดี ตามที่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาเตรียมพิพากษาการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้น คาดเดาว่าทรัมป์น่าจะแพ้คดี เนื่องจากโดยหลักกฎหมายแล้วไม่ควรจะชนะตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้มีการเตรียมแผน B หรือกฎหมายล็อก 2 ไว้รองรับสถานการณ์หากเกิดการแพ้คดีแล้ว
และแม้ศาลจะตัดสินให้เขาแพ้ แต่ทรัมป์จะใช้วิธีออกกฎหมายฉบับใหม่มาบังคับใช้ทันที ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเงินคืนหรือคู่กรณีต้องไปเริ่มกระบวนการฟ้องร้องใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน ประมาณ 3 ปีกว่าจะเห็นผล ทำให้ในทางปฏิบัติแล้วเขายังไม่ต้องเสียเงินหรือคืนเงินในทันที
ส่วนกรณีสหรัฐ ระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยว่า ทำไมสหรัฐยุติให้ Visa สำหรับ Immigration หรือคนที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสหรัฐ ภาพข้างล่างคือสิ่งที่ President Trump ส่งสัญญาณโพสต์ ใน Truth Social เมื่อ 4 มกราคม 2569 ถ้าส่องดู จะเห็นรายชื่อของประเทศที่ผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้ เมื่อเข้าสหรัฐมาแล้ว เข้ามาอาศัยพึ่งพาระบบสวัสดิการของสหรัฐ ในการยังชีพ
บางประเทศมีสัดส่วนครัวเรือน ที่ใช้สวัสดิการสหรัฐที่สูงมาก Bhutan 81.4% Yemen 75.2% Somalia 71.9% Marshall Island 71.4% Dominican Republic 68.1% ประเทศไทย ก็อยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย อันดับที่ 46 Thailand 36.7% พูดง่ายๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่ย้ายเข้าไป ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี สุดท้าย ก็ไปขอใช้ระบบสวัสดิการต่างๆ ของสหรัฐ ถ้าสหรัฐยังรวย มีฐานะดี เขาก็จะมองข้าม
ล่าสุด สหรัฐเริ่มมีหนี้มาก รัฐขาดดุลการคลังสูง ระบบสวัสดิการสังคม ฐานะไม่ค่อยดี เขาเลยพยายามปิดช่องที่เป็นรายจ่ายภาครัฐ ที่เขาคิดว่าไม่จำเป็น เลยนำมาถึงข่าวว่า ทำไม่จึงจะต้องจัดการเรื่อง Visa ของ Immigrants หรือคนที่ย้ายเข้าไปอาศัยที่สหรัฐรอบนี้ ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ถูกกระทบ แต่เขาคงดูเพิ่ม ในสิ่งที่เป็นช่องโหว่ต่างๆ เพื่อให้เงินของสหรัฐ ใช้เฉพาะสำหรับคนสหรัฐเอง
8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ โดย
👤พรรคกล้าธรรม: คุณนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ
👤พรรคไทยก้าวใหม่: ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
👤พรรคไทยสร้างไทย: คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ
👤พรรคประชาชน: ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ
👤พรรคประชาธิปัตย์: คุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค
👤พรรคเพื่อไทย: ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค
👤พรรคภูมิใจไทย: คุณอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ
👤พรรครวมไทยสร้างชาติ: ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค
ผู้ดำเนินการอภิปราย
คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD













